บทที่ 5 รูปแบบการศึกษาปฐมวัย
1.จงอธิบายถึงจุดมุ่งหายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย
ตอบ เพื่อที่จะสามรถช่วยพัฒนาเด็กให้มีความงอกงามทั้ง
4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา หลังจากนั้นก็เตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมต่อไป
เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย ปลูกฝังนิสัยอันดีงามแก่เด็ก ให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ถูกสุขลักษณะ
ฝึกให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง เผยแพร่วิทยาการใหม่
ๆ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กับผู้ปกครองและบุคคลในชุมชน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ทั้งในด้านสาธารณสุข โภชนาการ และการศึกษา ให้เด็กได้รู้จักการรักษาความสะอาดมีสุขนิสัยที่ดีพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อแพทย์
พยาบาล และทันตแพทย์ และให้เด็กได้มีโอกาสเล่นได้ไปเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ หลายชนิด
ที่จะช่วยเหลือพ่อ แม่ ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกของตนเองได้ เนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ
และมีการพัฒนาบุคลิกภาพที่ ดีงามให้แก่ เด็กตั้งแต่ วัยเด็ก เพื่อจะได้เติบโตเป็นบุคคลที่ มาบุคลิกภาพที่ดี
2.จงอธิบายถึงแนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ ในการจัดการปฐมวัยนั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อ
และความรู้ในเรื่องของมนุษย์ เหตุนี้
การจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยในสังคมระบอบประชาธิปไตย
จะขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นเชื่อว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ที่จะทำให้เด็กได้เติบโตเพื่อเป็นประชาชนที่ดีมีประสิทธิภาพในสังคมและยังขึ้นอยู่กับความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาของเด็กปฐมวัย
การจัดการศึกษาปฐมวัยนั้นไม่ว่าจะจัดให้แก่เด็กกลุ่มขนาดเล็กหรือกลุ่มขนาดใหญ่ก็ตามควรจะยึดหลักที่สำคัญๆโดยยึดจากตัวเด็กหรือสภาพแวดล้อมนั้นๆเป็นหลัก
3.จงอธิบายถึงรูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตามแนวคิดของเยาวพา เดชะคุปต์ ทั้ง 9 รูปแบบ
ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยที่ ผ่านมา
จัดกันในหลายรูปแบบและแต่ละแบบก็มีจุดมุ่งหมาย วิธีการ ความเป็นมา และหน่วยงานที่
รับผิดชอบแตกต่างกันออกไป ดังนี้
1.
โรงเรียนอนุบาล (kindergarten) เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่
3 – 7 ปี คาดว่า “โรงเรียนอนุบาล” นี้ เริ่มต้นโดย เฟดเดอริค ฟรอเบล
ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงเรียนอนุบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศเยอรมนี ในปี ค.ศ.1937 และเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย โดยที่จะมุ่งพัฒนาเด็กให้
เจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ โดยเน้นกิจกรรมการเล่น การปรับตัว
การแสดงออกทางร่างกายและการฝึกการทำงานและการอยู่ร่วมกัน
2.
สถานบริบาลเด็ก (nursery school) กล่าวว่า “สถานบริบาลเด็ก” หรือ “เนิร์สเซอรี่ ” เป็นโครงการที่จัดขึ้นสำหรับเด็กวัย 2 – 5 ปี โดยเริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ
เมื่อปี ค.ศ.1911 โดยมาร์กาเร็ต
และราเชล แมกมิลลัน เป็นผู้ริเริ่มขึ้น
เพื่อหาวิธีเลี้ยงเด็กอย่ างถูกวิธี
ส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์
สังคม และสติปัญญา สถานบริบาลเด็กในปัจจุบันจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ที่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านและไม่มีเวลาดูแลลูก
โดยมุ่งฝึกนิสัยของเด็ก และช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวได้
และยังเน้นในด้านโภชนาการและการศึกษาของพ่อแม่อีกด้วย
3.
โรงเรียนส าหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียน
(preschools) หรือบางทีเรียกว่
า “สถานบริบาล” เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อเน้นพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กและเสริมสร้างกิจกรรมเฉพาะด้านที่เรียกว่า “Enrichment Activities”
เป็นโครงการครึ่งวัน
ปัจจุบันโรงเรียนสำหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียนเน้นพัฒนาการด้านสติปัญญา
ในรูปของกิจกรรมการเล่น
เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนในระดับประถมซึ่งพ่อแม่ที่ไม่ชอบให้ลูกเรียนเต็มวันมักนิยมเลือกโครงการนี้
โครงการนี้บางทีก็จัดโดยเอกชนหรือบางทีจะจัดในรูปของการร่วมมือระหว่างพ่อแม่หรือการรวมพ่อแม่เข้ามาในโครงการที่เรียกว่า
“co-ops” ซึ่งพ่อแม่จะจ้างครู
แพทย์ และผู้นำทางการศึกษาให้มาดูแลลูกของตน และพ่อแม่มีส่วนในการเป็นครู
และผู้บริหารในโรงเรียน
4.
ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวัน (child care
center) คือ
ศูนย์ที่ให้บริการการเลี้ยงดูเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปี สำหรับพ่อแม่ที่ทำงานในเวลากลางวันตั้งแต่เช้าถึง
ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวันมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น
day care center,
child care center, day
nursery หรือ children’s center ซึ่งไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม
ก็คือ โครงการที่จัดขึ้นสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่พ่อแม่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน โดยต่างจากสถานบริบาล
ในแง่ที่ว่า
จะดูแลเด็กในช่วงอายุที่สูงกว่าสถานบริบาลและจะมุ่งพัฒนาเด็กในด้านร่างกาย
การเคลื่อนไหว อารมณ์ สติปัญญา สุนทรียภาพ พัฒนาการทางสังคม และการเตรียมความพร้อม
เพื่อเรียนต่อในระดับประถม และปัจจุบันนี้จะเน้นการดูแลอบรมเด็กและการบริบาลทารกไว้ด้วยกัน
และบางแห่งอาจจะรับเด็กในช่วงอายุ 2 ½ - 4 ปี
5.
บ้านรับเลี้ยงเด็ก (family day
care homes) คือ ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่จัดทำขึ้นที่บ้าน
ซึ่งจะจัดขึ้นสำหรับรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 – 4 ปี ในบ้านของตน โดยรับเด็กจำนวนน้อยคน
ซึ่งต้องมีใบอนุญาตในการจัดตั้ง
6.
โครงการเฮดสตาร์ท (head start) คือ โครงการส
าหรับเด็กที่อยู่ใน ครอบครัวที่ยากจนหรือมีรายได้ต่ า ทั้งนี้เพื่
อให้โอกาสเด็กได้มีโอกาสพัฒนาเท่ าเทียมกับเด็กอื่ น ๆ ซึ่ งจัดท าโดยรัฐบาล
โครงการนี้เริ่มในปี ค.ศ.1965
ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยงานที่มีชื่อว่า
“Office of Economic Opportunity” โดยจะรับเด็กที่มีอายุก่อนเข้าเรียนราว
ๆ 4 ปี เพื่อจัดพัฒนาเด็กและจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้กับเด็ก
7.
ศูนย์แม่และเด็ก (parent – child
centers) คือ โครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยที่
มาจากครอบครัวที่ ยากจน ซึ่ งจัดขึ้นเพื่ อให้การศึกษาแก่ แม่ และเด็กที่
มีอายุต่ำกว่า 3 ปี
8.
โครงการโฮมสตาร์ท (home start) คือ โครงการที่ จัดขึ้นสำหรับเด็กที่
มาจากครอบครัวที่ยากจน โดยเน้นการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และเด็กที่บ้าน เริ่มต้นในปี
ค.ศ.1972 ในประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยบางครั้งเป็นการให้การศึกษาแก่เยาวชนหรือวัยรุ่นที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา (underachiever) เพราะไม่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียน
ก็อาจจะจัดเข้าอยู่ในประเภทนี้ได้
9.
โครงการให้การศึกษาแก่พ่อแม่
(parent education) คือ
โครงการที่ให้การศึกษาแก่พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการและการอบรมเลี้ยงดู
และการให้การศึกษาบุตร ซึ่ งอา จจะเป็นการจัดที่สถาบันการศึกษา หรือที่
บ้านของเด็ก รวมทั้งโครงการจัดการศึกษาให้กับเด็กทารกและเด็กวัยเตาะแตะ
ซึ่งจะเป็นโครงการที่รวมเอาการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก
ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและสามารถจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้กับลูกอีกด้วย
4.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
ตอบ เป็นการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
มีเด็กอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
มีการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา
ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
การดำเนินการที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน จะมีรูปแบบการจัด 2 ลักษณะ คือ
1.ชั้นอนุบาล
เป็นการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้านทั้ง
ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญา รวมทั้งลักษณะนิสัยต่าง ๆ โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษาประมาณ 2 – 3 ปี สำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
2.
ชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือชั้นเด็กเล็ก เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้
เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษา 1 ปี สำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 – 6 ปี
5.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
ตอบ ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก อายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม
เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด
และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ
การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ฯลฯ
แต่อย่างไรก็ตามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายหลักในการด
าเนินงานที่คล้ายคลึงกันสรุปได้ดังนี้
1. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและเตรียมความพร้อมให้กับเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์
จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย
2. เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีและปรับตัวเข้ากับสังคมนอกบ้าน
รวมถึงให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้
3. เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ พ่ อแม่
ผู้ปกครองเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่ างถูกวิธี
การประกอบอาหารที่ ถูกหลักโภชนาการ เพื่ อป้องกันเด็กจ ากโรคขาดสารอาหาร
รวมทั้งการให้ภูมิคุ้มกันโรค และการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ถูกต้อง
4. เพื่อกระตุ้นให้องค์กรท้องถิ่นและครอบครัว
มีบทบาทในการพัฒนาและมีส่วนร่วมในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
5. เพื่อแบ่งเบาภาระการอบรมเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้สามารถใช้เวลาในการประกอบอาชีพได้มากขึ้น
6.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่น
ตอบ เนื่องจากมีเด็กบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเข้ารับบริการ
การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือ
ศูนย์ พัฒนาเด็ก
จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดเพื่อพัฒน เด็กปฐมวัย ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น
การพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่ซึ่งจัดกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจแก่
พ่อแม่ ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต
ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็กตามหลักวิชาการแผนใหม่
ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน
หรืออาจจะดำเนินงานทางอ้อมในรูปพัฒนาเด็กโดยครอบครัว โดยมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กมุ่งให้พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวมีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้องเหมาะสม
โดยร่วมกันอาสาสมัครหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และเยาวชนในหมู่บ้าน
จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กในครอบครัวของตน นำความรู้ไปถ่ายทอดแก่พ่อแม่และบุคคลอื่นด้วยอาจกล่าวได้ว่า
รูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศไทยมีการจัดทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน
โดยมีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทุกด้าน
ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพภายในสภาพชุมชนและบริบทของท้องถิ่น ในสังคมเมือง
และสังคมชนบท
7.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล
ตอบ หน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบการจัดโรงเรียนในการจัดการศึกษาระดับชั้นอนุบาลและชั้นเด็กเล็ก
ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
1. โรงเรียนอนุบาลของรัฐที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
2) โรงเรียนอนุบาลสาธิตของมหาวิทยาลัย
จัดการศึกษาปฐมวัยขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็ก ก่ อนเข้าเรียนในระดั
บประถมศึกษา ส่วนใหญ่จะรับเด็กอายุตั้งแต่ 3 – 5
ปี เข้าศึกษาในหลักสูตรอนุบาล 3 ปี
แต่มีบางแห่งที่รับเด็กอายุ 4 – 5 ปี
เข้าศึกษาโดยมีหลักสูตร 2 ปี
3) โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดกองการศึกษาพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นโรงเรียนที่
จัดการศึกษาสำหรับเด็กขาดโอกาสที่ จะเรียนในโรงเรียนปกติ ได้แก่ เด็กชาวป่า
เด็กชาวเขา เด็กชาวเกาะ เด็กที่อยู่ในท้องถิ่นกันดารหรือมีปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์
เด็กยากจนที่ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ เด็กกำพร้าบิดาหรือมารดา ขาดผู้
อุปการะ
- โรงเรียนอนุบาลของรัฐที่อยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่
โรงเรียนต ารวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการต ารวจตระเวนชายแดน สำนักงานต
ารวจแห่งชาติ รับผิดชอบในการจัดการศึกษาให้ประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล
การคมนาคมไม่สะดวก ดำเนินการจัดการศึกษาปฐม วัยในระบบโรงเรียนให้แก่ เด็กอายุ 3 – 6 ปี ในหลักสูตรอนุบาลศึกษา 2 ปี และหลักสูตรชั้นเด็กเล็ก 1 ปี
- โรงเรียนของรัฐที่ อยู่
ในความดูแลของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้แก่
โรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของกรมประชาสงเคราะห์
ซึ่งจัดการศึกษาปฐมวัยให้แก่เด็กอายุ
3 – 6 ปี
ในโรงเรียนหมู่บ้านชาวไทยต่างวัฒนธรรมและโรงเรียนในสถานสงเคราะห์เด็ก
เป็นการดูแลเด็กกำพร้าหรือเด็กถูกทอดทิ้ง
โดยมุ่งหวังให้เด็กได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
โดยการเลี้ยงดู แก้ไขปัญหา ให้การศึกษา
- โรงเรียนอนุบาลของรัฐที่อยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้แก่
โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนสังกัดเทศบาล
2.โรงเรียนอนุบาลของเอกชน จะอยู่ ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ
เอกชนเป็นเจ้าของรับผิดชอบจัดการศึกษา รับเด็กอายุ 3 –
6 ปี โดยจัดหลักสูตรอนุบาล 3 ปี คือ อายุ 3 – 4 ปี ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 อายุ 4 – 5 ปี
ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 อายุ 5 – 6 ปี ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3
8.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
ตอบ - หน่วยงานภาครัฐ
ที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีดังต่อไปนี้
1.
ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด
ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดนั้นเป็นโครงการของกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม
เพื่ อสอนให้กับเด็กก่อนเกณฑ์ที่จะเข้ารับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งชาย – หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปี
ถึงอายุย่างเข้าปีที่ 6
2.
สถานสงเคราะห์เด็กก่อนวัยเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจัดโดยกองบัญชาการ
ตำรวจตระเวนชายแดน จัดบริการการศึกษาแก่เด็กอายุ 2 –
6 ปี ที่ไม่สามารถรับ
บริการการศึกษาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาโดยตรงจัดบริการในเขตพื้นที่ที่เป็นจังหวัดชายแดน และมีกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนตั้งอยู่
3. สถานสงเคราะห์ เด็กอ่อนของกรมประชาสงเคราะห์
ให้การอนุบาลเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็กชาย – หญิง
อายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่มีปัญหาการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือเป็นเด็กพิการ
4. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมพัฒนาชุมชน
สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีกองพัฒนาสตรีเด็กและเยาวชนเป็นผู้รับผิดชอบด าเนินงาน
โดยสนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในตำบล หมู่บ้าน
เพื่อรับเลี้ยงเด็กระหว่าง 3 – 6 ปี
5. สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน
ของสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ให้บริการแก่เด็กอายุ 2 ปี 6 เดือน จากครอบครัวยากจนและขาดสารอาหารเพื่
อให้บริการด้านสุขภาพอนามัยโภชนาการ ด้านการพัฒนาจิตใจสติปัญญาและสังคม
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกโดยมีพี่เลี้ยงเด็กเป็นตัวประสานระหว่างพ่อแม่
และลูก
6.
สถานเลี้ยงเด็กกลางวันของสำนักงานสวัสดิการสังคมในสังกัดกรุงเทพมหานครให้บริการแก่
เด็กอายุระหว่าง 3
– 6 ปี ในชุมชนแออัดและเขตรอบนอก เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ เด็กก่
อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา
7. บ้านเด็กสาธิตของมหาวิทยาลัยจัดบริการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัย 2 – 3 ปี
จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเกี่ยวกับความเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กเป็นแหล่งสาธิตและฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาวิชาเอกปฐมวัย มีครูจำนวน 1 คน และพี่เลี้ยง 1 – 2 คนดูแลเด็กประมาณกลุ่มละ 20 คน
- หน่วยงานภาคเอกชน การจัดศูนย์
พัฒนาเด็กของภาคเอกชนมีการจัดดำเนินงานใน 2 ลักษณะ คือ
1. ศูนย์เด็กขององค์การ
อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรต่าง ๆ ซึ่งได้แก่
มูลนิธิ สมาคม และบริษัท
ศูนย์เด็กและองค์กรส่วนใหญ่จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานขององค์กรและการสงเคราะห์เด็กรับเด็กชาย – หญิง
อายุระหว่าง 2 – 6 ปี
2. ศูนย์เด็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กของเอกชน ส่วนใหญ่ จะตั้งอยู่ในชุมชน
เมือง จัดบริการเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง
มีขอบเขตในการให้บริการตั้งแต่เด็กวัยแรกเกิดจนถึง6 ปี
โดยศูนย์หรือสถานรับเลี้ยงเด็กแต่ละแห่งอาจจะรับเลี้ยงเด็กในช่วงอายุต่างกัน
แต่ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิด – 3 ปี
เพราะเด็กที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป
มักเข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียน การดำเนินงานเป็นการให้บริการเชิงธุรกิจ
9.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่น
ๆ
ตอบ 1.
หน่วยงานของรัฐ
มีการให้บริการความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง
โดยมุ่งให้องค์กรท้องถิ่น อาสาสมัคร พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลในครอบครัว
เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม เช่น กิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเคลื่อนที่
กิจกรรมการพัฒนาเด็กโดย
2.
ภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชน ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็กและได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนขึ้นประกอบด้วยองค์กร
50 องค์กร สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนมีหน้า ที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในภาคเอกชน
3.
องค์การระหว่างประเทศให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆแก่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย เพื่อดำเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยเช่นเดียวกัน
10.จงอธิบายถึงการดำเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล
ตอบ - โรงเรียนอนุบาลของรัฐที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ
โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร
และในทุกจังหวัดมักอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนอนุบาลเหล่านี้รับเด็กชายหญิงอายุ 4 – 6 ปี เข้ารับการอบรมเลี้ยงดู เพื่
อให้เด็กเจริญเติบโตพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
และเตรียมเด็กเพื่อการศึกษาในชั้นที่สูงต่อไป
- ลักษณะของโรงเรียนอนุบาลอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง
เช่น ครูที่เอาใจใส่ สอนสิ่งต่างๆ เช่น ศิลปะ ดนตรี และการอ่านเขียน
พ่อแม่สามารถดูลักษณะของครู โต๊ะควรเรียงเป็นแนวเป็นแถว แต่ควรมีบริเวณให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่างๆ
เช่น ระบายสี ต่อบล๊อก เล่นสมมติ อ่านหนังสือนิทาน และเล่นพ่อแม่ลูก
โรงเรียนควรมีบริเวณให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งสำคัญในการเรียน คือ
เด็กต้องรู้ว่าเวลาทำอะไรแล้วต้องทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ
ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นต่อไป ครูจึงต้องคอยดูแลให้เด็กทุกคนได้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ในกรณีที่เด็กเลือกกิจกรรมที่ต้องการทำไม่ได้ ครูจะช่วยเลือกให้และหากเด็กทำกิจกรรมบางอย่างนานเกินไป ครูจะช่วยเบี่ยงเบนไปสู่กิจกรรมอื่นต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น