วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ 4 การศึกษาปฐมวัยในอดีตและปัจจุบันของไทย





















บทที่ 4 การศึกษาปฐมวัยในอดีตและปัจจุบันของไทย

1. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน
ตอบ  ยุคก่อนมีระบบโรงเรียนการจัดการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งระดับปฐมวัยยังไม่ปรากฏรูปธรรมที่ชัดเจนแต่อย่างใด กล่าวคือ ไม่มีการดาเนินการอย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (Informal Education) คือ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีโรงเรียนสำหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีการบังคับ เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน เนื้อหาที่เรียนเน้นด้านพุทธิศึกษาและวิชาชีพ เป็นหลัก การศึกษาในลักษณะนี้ได้สืบทอดมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จวบจนถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4) กลุ่มบุคคลที่ได้รับการศึกษาในระดับปฐมวัย ประกอบด้วย กลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่มีอายุระหว่าง 3 – 7 ปี ซึ่งเล่าเรียนในพระบรมมหาราชวังกับราชบัณฑิต หรืออาลักษณ์ กลุ่มบุคคลที่บิดามารดามีฐานะดี จะมีครูมาสอนที่บ้านหรือบิดามารดาเป็นผู้สอนอาชีพของครอบครัวให้ ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปซึ่งบิดามารดามีฐานะยากจน ต้องประกอบสัมมาอาชีพและไม่อาจดูแลบุตรหลานได้ พ่อแม่ก็จะนาเด็กชายไปฝากเรียนที่วัด ส่วนเด็กหญิงจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ยกเว้นแต่บิดามารดาจะนาไปฝากไว้ในวังหรือตามบ้านเจ้านายเพื่อฝึกฝนความเป็นกุลสตรีและงานอาชีพ

2. จงอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตอบ  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนราชกุมาร สาหรับพระเจ้าลูกยาเธอในปี ร..111 (..2435) และโรงเรียนราชกุมารี สาหรับพระเจ้าลูกเธอในปี ร..112 (2436) โดยจัดตั้งขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จัดชั้นเรียนเป็นชั้นที่ 1 (เทียบได้กับชั้นมูล) เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 1 ชั้นที่ 2 เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 2 ชั้นที่ 3 เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 3 เป็นการเรียนจากแบบเรียนปนการเล่น กิจกรรมมุ่งส่งเสริมให้มีการสร้างแรงจูงใจแก่เด็กให้เรียนด้วยความสนุกสนานดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งในพิธีเปิดโรงเรียนว่าเมื่อได้มาเห็นการเล่าเรียนของลูกที่จัดขึ้นใหม่ในเวลานี้ ทาให้มีใจฟูขึ้นด้วยความยินดีพาให้นึกถึงเมื่อครั้งที่พ่อเล่าเรียนอยู่แต่ตอนนั้นดูผิดกันกับเดี๋ยวนี้มาก การเล่าเรียนครั้งนั้นเป็นการยากลำบาก เรียนเหมือนอาจารย์บอกหนังสือและไม่ใคร่เป็นเรื่องจูงใจให้รื่นเริงในการเรียนเหมือนเดี๋ยวนี้

3. จงอธิบายถึง วิชาหรือเนื้อหาสาระ 10 อย่าง ของโรงเลี้ยงเด็ก พ..2433
ตอบ  วิชาหรือเนื้อหาสาระที่เด็กจะต้องเรียนรู้ไว้ 10 ประการ ได้แก่
            1. ให้อ่านหนังสือออก เขียนได้
            2. ให้คิดเลขเป็น
            3. ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
            4. ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
            5. ให้เย็บผ้าเป็น
            6. ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
            7. ให้ว่ายน้าเป็น
            8. ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
            9. ให้รู้จักปลูกต้นไม้
            10. ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์

4. การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษา พ..2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
ตอบ  การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในสมัยที่เริ่มมีระบบ จะอยู่ในรูปของมูลศึกษาและปรากฏชัดแจ้งในโครงการศึกษา ในหมวดที่ 1 ได้จัดลำดับชั้นการศึกษาออกเป็น 4 ลำดับ คือ
            1. การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
            2. การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)
            3. การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)
            4. การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)
การจัดชั้นเรียนในโรงเรียนได้แบ่งรูปแบบของการจัดให้เห็นเด่นชัดว่า โรงเรียน มูลศึกษาเบื้องแรกแบ่งออกเป็น กินเดอกาเตน โรงเรียนบุรพบท และโรงเรียน ก ข นโม
      โรงเรียนบุรพบท มูลศึกษา นั้นจัดเป็นเอกเทศต่างหาก คือ เป็นสาขาของโรงเรียนประถมศึกษา จุดประสงค์ของโรงเรียนบุรพบทนั้นก็เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา สำหรับโรงเรียน ก ข นโม เป็นโรงเรียนมูลศึกษาอีกแบบหนึ่ง มุ่งสอนเขียน อ่าน และคิดคำนวณบ้างเล็กน้อย จัดสอนกันตามวัดหรือตามบ้าน ตามวิธีเรียนอย่างเก่า โรงเรียนชนิดนี้สาหรับคนทั่วไปไม่กำหนดอายุ เมื่อเรียนรู้ไตรภาค เขียน อ่าน คิดเลขได้แล้ว จะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนประถมศึกษา

5. ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกชน พ..2454 – 2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ   พ..2454 – 2470 เป็นยุคเริ่มก่อตัวของอนุบาลเอกชน ในช่วงนี้กลุ่มมิชชั่นนารีได้เข้ามาจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาในประเทศไทย ทำให้มีการเปิดแผนกอนุบาลขึ้นในโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง โรงเรียนที่จัดอย่างมีระบบ ได้แก่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนระดับอนุบาล โดยจัดตามแนวของฟรอเบล โรงเรียนราชินีเป็นแห่งที่ 2 ที่เปิดแผนกอนุบาลนับเป็นโรงเรียนแรกที่ดำเนินการโดยคนไทย คือ มจ.หญิงพิจิตรวิราภา เทวกุล ดำเนินการสอนทั้งแบบของ ฟรอเบล และมอนเตสซอรี่จากประเทศญี่ปุ่น ส่วนโรงเรียนมาแตร์เดอี เป็นแห่งที่ 3 ที่เปิดชั้นอนุบาลสอนตามแบบประเทศอังกฤษ

6. การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ  ในปี พ..2482 กระทรวงศึกษาธิการได้มีดำริให้กรมฝึกหัดครูเตรียมการเปิดสอนอนุบาลของรัฐ จึงมีการเตรียมการโดยการจัดส่งบุคลากรไปดูงานด้านอนุบาลศึกษาที่ต่างประเทศและนาแนวคิดที่ได้กลับมาดำเนินการและจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐขึ้น ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาปฐมวัยครั้งสำคัญ จึงเกิดขึ้นในปี พ..2483 กล่าวคือ ในปีนี้ได้มีการเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นในจังหวัดพระนคร ชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ โดยได้รับเงินบริจาคจากกองมรดกของนางสาวละออ หลิมเซ่งไถ่ สร้างอาคารเรียน และเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2483 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงธรรมการและคณะทำงานได้เตรียมการเป็นอย่างดี ด้วยการจัดส่งนักการศึกษาและนักวิชาการไปดูงานด้านการอนุบาลศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับมีบุคลากรเดิมที่มีความรู้ทางด้านอนุบาลโดยตรง คือ หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ที่เป็นผู้รับนโยบายจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้

7. แผนการศึกษาชาติฉบับ พ..2503 แบ่งการศึกษาออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
ตอบ  ได้มีการประกาศแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง แผนการศึกษาฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ 1. อนุบาลศึกษา 2. ประถมศึกษา 
3. มัธยมศึกษา 4. อุดมศึกษา
            อนุบาลศึกษา ยังคงแยกเน้นอย่างเด่นชัดว่าเป็นการศึกษาระดับหนึ่งก่อนระดับประถมศึกษา เช่นเดียวกับแผนการศึกษาแห่งชาติปี พ..2494 และยังให้ความหมายไว้ว่าอนุบาลศึกษา ได้แก่ การอบรมเบื้องต้นเพื่อให้กุลบุตร กุลธิดา พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาต่อไปในด้านเกี่ยวกับระบบโรงเรียนได้ระบุว่าอนุบาลศึกษาเป็นการศึกษาก่อนเกณฑ์บังคับ อาจจัดโรงเรียนอนุบาลที่มี 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น หรือจัดชั้นเด็กเล็ก 1 ชั้น ในโรงเรียนประถมศึกษาสำหรับเกณฑ์อายุอนุบาลนั้นให้อยู่ระหว่าง 3 – 6 ปี

8. ในปี พ..2523 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา จงอธิบาย
ตอบ  การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในระยะแรก สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จัดตามนโยบายของรัฐที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2520 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี โดยจัดทาเป็นโครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการศึกษาในท้องถิ่นที่ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย โครงการเปิดขยายชั้น เด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ โครงการจัดชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา โครงการวิจัยพัฒนาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา การดำเนินงานในระยะนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อการศึกษาวิจัย ผลของการดำเนินงานพบว่า เด็กวัย 4 – 6 ปี มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความสามารถในการเรียนรู้และมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น

9. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ..2546 มีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ   หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546” โดยได้ผ่านการพิจารณาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยมีสาระตอนหนึ่งระบุว่ากระทรวงศึกษาธิการหวังว่าหลักสูตรฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดู และจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี และสามารถนำไปใช้จัดประสบการณ์ให้แก่เด็กได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการปฐมวัยศึกษาสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่แวดล้อมเด็กและบรรลุผลตามจุดหมายที่กำหนดไว้ในหลักสูตรทั้งนี้ในหลักสูตรฉบับนี้ยังคงมุ่งให้ครอบคลุมเด็กวัยแรกเกิด – 6 ปี (ในหลักสูตรระบุว่าเป็นอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน หรือ 6 ปี) คล้ายกับหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช 2540 ต่างกันเพียงแบ่งเป็นเด็ก 2 กลุ่ม กลุ่มวัยแรกเกิด – 3 ปี และกลุ่มวัย 3 – 6 ปี

10. จงวิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ  แม้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเริ่มจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก กลุ่มวัย 7 – 8 ปี ในโรงเรียนมูลศึกษา มีการลดระดับอายุลงมาเป็นชั้นเด็กเล็กและวัยอนุบาล (3 – 6 ปี) ในที่สุด และแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ 2535 ได้เริ่มระบุเป็นครั้งแรกถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่ช่วงระยะปฏิสนธิ แต่การจัดการศึกษาและให้การเลี้ยงดูเด็กในกลุ่มอายุ 0 – 3 ปีนั้น ยังไม่ได้รับการเสนอให้เป็นนโยบายที่ชัดเจน ในแผนการศึกษาแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุกฉบับ การศึกษาปฐมวัยสำหรับกลุ่มอายุดังกล่าวจึงยังมีการจัดการทั้งในด้านหลักสูตรและวิธีการอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ 3 การศึกษาปฐมวัยในต่างประเทศ


บทที่ 3 การศึกษาปฐมวัยในต่างประเทศ

1. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ
ตอบ   การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ มีรูปแบบการจัดการศึกษาได้ดังนี้
การจัดและการบริหารโครงการการศึกษาปฐมวัย
ประเทศอังกฤษมีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี มี 2 หน่วยงาน คือ กรมการศึกษาและวิทยาศาสตร์ และกรมอนามัยและสวัสดิการสังคม กรมการศึกษาฯ จะบริหารโรงเรียนบริบาล และการเรียนสำคัญสาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ในขณะที่กรมอนามัยฯ จะดูแลสถานบริบาลกลางวัน สาหรับเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี ในลักษณะการให้การเลี้ยงดูเป็นส่วนใหญ่ ผู้ดูแล รับผิดชอบ และบริหารในเรื่องนี้ตามกฎหมายก็คือ รัฐมนตรีผู้ควบคุมทางด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ ด้านงบประมาณ และอุปกรณ์ เครื่องใช้สาหรับโรงเรียน และค่าเล่าเรียนครูเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษาส่วนท้องถิ่น 104 แห่ง หัวหน้าการศึกษาไม่มีอำนาจมากนัก อำนาจการควบคุมและการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา (โรงเรียนบริบาลเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับประถมศึกษา) จะอยู่ที่ครูใหญ่ทั้งหมด ในประเทศอังกฤษครูใหญ่จะมีอิสระ และอำนาจในการบริหารโรงเรียนของตนมากกว่าครูใหญ่ในประเทศอื่น ๆ

2. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ  การจัดศูนย์เด็กแต่เดิมเป็นการแก้ปัญหาในการบริการสังคม เพราะเหตุที่มีหญิงต้องออกทางานเป็นส่วนมาก เพราะผู้ชายถูกเกณฑ์ไปสงคราม ศูนย์ดูแลเด็กกลางวันจึงกลายเป็นสถาบันที่สำคัญยิ่ง
การศึกษาปฐมวัยมี 3 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแลเด็ก ทุกรูปแบบพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญา และ การพัฒนากล้ามเนื้อ ถ้าปราศจากการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและการแนะแนวที่ถูกต้องแล้ว การพัฒนาตัวเด็กโดยรอบคอบให้ได้ผลดีย่อมจะเป็นไปได้ยากทีเดียว

3. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในอัลเบอร์ตา แคนาดา
ตอบ  โปรแกรมการบริการการศึกษาปฐมวัยของอัลเบอร์ตา แคนนาดา คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม การดำเนินงานกำหนดขึ้น โดยยึดระดับภูมิภาคเป็นหลัก แต่ในส่วนท้องถิ่นก็สามารถจะปรับเปลี่ยนหรือริเริ่มดำเนินการให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเองได้ กรมการศึกษาจะเป็นผู้จัดหาคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือให้คาแนะนาแก่ผู้บริหารท้องถิ่นในเรื่องที่ต้องการ

4. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโก
ตอบ  หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจถามคำถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ในช่วงเวลา 3 ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งวิวัฒนาการของการศึกษาปฐมวัยเม็กซิโก อาจจะพูดได้ว่าเหมือนกับคำขวัญที่ว่าประวัติศาสตร์ คือบทนำ” (past is prologue) เพราะได้มีการจัดการศึกษา 3 ปี ก่อนวัยเข้าเรียนให้กับประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเขตเมือง และในชนบท โดยหวังว่ากลุ่มชนที่แตกต่างกันจะสามารถสื่อสารสัมพันธ์กันได้นั้นจะช่วยนำความเข้าใจ และทำให้รวมกันเป็นเอกภาพได้

5. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล
ตอบ  การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กของอิสราเอล นับเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกและถือเป็นสิ่งสำคัญของอิสราเอล เมื่อมองไปข้างหน้าจุดรวมการศึกษาปฐมวัยของอิสราเอลจะเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาคบังคับและให้เปล่า มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ มีโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์

6. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น
ตอบ  การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง ชาวญี่ปุ่นยังไม่พอใจกับการเรียนการสอนในโรงเรียนนัก ความสนใจ เอาใจใส่ของประชาชนที่มีต่อการจัดการศึกษาทำให้โรงเรียนถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียหรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันตกอีกหลายประเทศ โรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นก็นับว่าทันสมัยและเจริญก้าวหน้าอย่างมาก สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของระบบการศึกษาก็คือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้กระตือรือร้น และฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ความเสียสละทุ่มเทของครูส่วนมาก และความภาคภูมิใจที่มีต่อความสำเร็จ และความสนใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะวัฒนธรรมของชาติตน

7. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ  การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5 – 7 ปี
             ส่วนในสหรัฐอเมริกามีสถานเลี้ยงเด็กตั้งมากว่า 100 ปีแล้ว ดาเนินการโดยกลุ่มเอกชนต่าง ๆ รัฐบาลมีส่วนเข้ามาสนับสนุนและรับผิดชอบตั้งแต่ ค..1850 โดยตั้งเป็นสถาบันที่ให้สวัสดิการสังคมให้มีความช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับแม่ที่ต้องทางานจนกว่าจะสามารถเลิกทำงานนอกบ้าน และกลับไปเลี้ยงดูลูกของตนเองได้

8. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกกับประเทศอิสราเอล
ตอบ  หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ
              ส่วนการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาคบังคับและให้เปล่า มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ มีโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์

 9. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในอัลเบอร์ตา แคนาดากับประเทศญี่ปุ่น
ตอบ  การศึกษาปฐมวัยของอัลเบอร์ตา แคนนาดา คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม
              ส่วน การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นเป็นสถานเลี้ยงเด็กกลางวันกลายเป็นสิ่งจำเป็น สอนโดยนาแบบอย่างมาจากสหรัฐอเมริกาสอนตามแบบโฟรเบล มีการสอนร้องเพลงและกิจกรรมการเล่นต่าง ๆ

10. ท่านคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีและเหมาะสม
ตอบ  การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียหรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันตกอีกหลายประเทศ โรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นก็นับว่าทันสมัยและเจริญก้าวหน้าอย่างมาก สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของระบบการศึกษาก็คือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้กระตือรือร้น และฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ความเสียสละทุ่มเทของครูส่วนมาก และความภาคภูมิใจที่มีต่อความสำเร็จ และความสนใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะวัฒนธรรมของชาติตน

แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ 2 แนวคิดทางการศึกษาปฐมวัย



บทที่ 2 แนวคิดทางการศึกษาปฐมวัย

1. จงอธิบายถึงแนวคิดของคอมมิวนิอุสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศึกษาปฐมวัย
ตอบ  เขาเชื่อว่าครูที่มีความสามารถ จะสามารถทำให้เด็กอยากเรียนโดยไม่มีการบังคับในด้านเนื้อหา แนวความคิดในการจัดการเรียนการสอนของเขาคือ การให้เด็กปฏิบัติจริง คือ สอนให้เรียนรู้โดยการเขียน ร้องเพลงโดย การร้องเพลง และการใช้เหตุผลโดยการหาเหตุผล
                                         
2. จงอธิบายถึงแนวคิดของรุสโซในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศึกษาปฐมวัย
ตอบ  รุสโซเชื่อว่าการศึกษาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดและต่อเนื่องจนถึงอายุ 25 ปี เด็กเล็กสามารถ เรียนรู้โดยธรรมชาติของเด็กเอง ไม่ต้องควบคุม ไม่ต้องกำกับ เป็นอิสระของเด็กที่เด็กสามารถควบคุมตนเอง ในแนวคิดของรุสโซมีความเห็นว่า การให้การศึกษาแก่เด็กต้องขึ้นกับธรรมชาติของเด็ก และ ความสนใจ เด็กเกิดมามีธาตุแห่งความดี และบริสุทธิ์ เด็กสามารถเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องดัดหรือ บังคับ เด็กสามารถเรียนรู้ได้เองโดยธรรมชาติ

3. จงอธิบายถึงแนวคิดของเปสตาลอซซี่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศึกษาปฐมวัย
ตอบ  เเนวคิดคนทุกคนไม่ว่ารวยดีมีจนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา และได้รับการช่วยเหลือเพื่อการ พัฒนาคุณธรรม และศักยภาพทางปัญญาอย่างเท่าเทียมกัน  เขาเชื่อว่า การเรียนรู้ตามธรรมชาติไม่เพียงพอสำหรับเด็ก ต้องมีการจัดการศึกษาที่เหมาะกับเด็ก ตามความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคลด้วย และการจัดการศึกษาให้กับเด็กเขาได้เขียนหนังสือ Book for Mothers โดยเน้นว่าแม่เป็นครูที่สามารถสอนได้ดีที่สุด

4. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดตั้ง โรงเรียนสวนเด็กของโฟรเบล
ตอบ  ฟรอเบลมีความเห็นว่า โรงเรียนอนุบาลหรือสวนเด็ก คือ ตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์บ้าน และโรงเรียน ดังนั้นโรงเรียนอนุบาลจำเป็นต้องมีการจัดระบบการเรียน การจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก แผนการจัดการเรียนการสอน ที่มุ่งถึงการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กที่สร้างเสริมพัฒนาการและความ พร้อมในการเรียนขั้นสูงต่อไป ดังนั้นการเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลจะต้องประกอบด้วย
1. การเล่น
2. กิจกรรมพัฒนาการทักษะโดยใช้สื่อการศึกษาต่าง ๆ เช่น วัสดุรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า “gift”
3. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้แก่ วาดภาพ ทำการฝีมือ พับกระดาษ
4. กิจกรรมร้องเพลง เล่นเกม เล่นบล็อก

5. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของมอนเตสซอรี่
ตอบ   1. ทฤษฎีความเป็นอิสระในการเลือกกิจกรรม มอนเตสซอรี่เสนอว่า ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนแต่อย่างเดียวมาเป็นผู้สังเกตการณ์ (observer) และผู้จัดหาอุปกรณ์ และอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เด็ก (facilitator) และคอยสังเกตดูว่าเด็กจะทำอะไรบ้าง
2. ความเชื่อในเรื่อง อิสรภาพทางการศึกษา” (auto education) โดยเน้นให้ผู้เรียนมี อิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนสนใจ เธอได้เสนออุปกรณ์การศึกษาให้เด็กได้เล่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ อุปกรณ์ทางการศึกษา (didactic materials)” ในปัจจุบัน
3. การฝึกการรับรู้ การฝึกการรับรู้ควรเป็นทักษะเบื้องต้นของการอ่าน การเขียน และการสอนคำ            
4. ควรให้การศึกษาแก่พ่อแม่ การให้การศึกษาแก่พ่อแม่ควรเป็นสิ่งที่สำคัญในการศึกษา แก่เด็ก โดยให้พ่อแม่มีความรู้ด้านสุขภาพอนามัย วิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ฯลฯ

6. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของดิวอี้
ตอบ   1. การศึกษาไม่ใช่เป็นการเตรียมการเพื่อชีวิต แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต (Education is life long process)
2. การเรียนรู้จะเป็นผลผลิตจากการท ากิจกรรมซึ่งจะแสดงถึงความสนใจของเด็ก โดยเน้น การให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
3. การให้อิสรภาพในการเรียนจะเป็นพื้นฐานของพัฒนาการการดำรงชีวิตแบบประชาธิปไตย

7. การนำแนวคิดด้านความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไรจงอธิบาย
ตอบ  ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้ สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา ผู้บริหาร ครูผู้สอน และคนอื่น ๆ ควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้จัดการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมิน ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมจากทฤษฎี ของมาสโลว์ให้พื้นฐานความเกี่ยวข้องกับเด็กว่า ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา

8. การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสติปัญญาไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ   การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญามาใช้ใน การจัดประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ได้มีการจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนำ แนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ผลของการจัดพบว่า เด็กมีความคิดเห็นที่ เปิดกว้างเป็นอิสระ เด็กเรียนรู้วิธีการคิดมากกว่าการจำเนื้อหา เด็กแต่ละคนมีความก้าวหน้าที่มี ลักษณะเฉพาะ ลักษณะของการจัดประสบการณ์โดยยึดทฤษฎีนี้ โดยมากจัดกิจกรรม การเรียนรู้ในรูปการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การต่อบล๊อก บทบาทสมมติ การต่อภาพ งานศิลปะ และการใช้วัสดุ

9. การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางบุคลิกภาพไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ   การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัด ประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับ เด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและ เหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

10. การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสังคมไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ   การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัด ประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับ เด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและ เหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต


แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ 1 บทนำ




บทที่ 1 บทนำ

1. จงอธิบายถึงความหมายของการจักการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ   คือการบริการ การดูแลและการให้การศึกษาแก่เด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ

2. ''เด็กปฐมวัยเป็นพื้นฐานของชีวิต'' จากคำกล่าวนี้จงอธิบายตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ  ปฐมวัยหรือช่วงขวบปีแรกๆ ของชีวิต เป็นช่วงเวลาของการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก โดยเป็นช่วงวัยที่เด็กจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งทางสมอง การใช้ภาษา ทักษะทางสังคม ทางอารมณ์ และการเคลื่อนไหว เป็นช่วงวัยของการสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตและการเรียนรู้ต่อไปในชีวิต

3. เด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ  เด็กปฐมวัยเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์และนับเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเป็นช่วงวัยของการวางรากฐาน และ เตรียมตัวเพื่อชีวิตทั้งยังเป็นช่วงระยะที่เกิดการเรียนรู้มากที่สุดในชีวิตด้วย

4. เด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการจัดการศึกษาและเรียนรู้อย่างไรจงอธิบาย
ตอบ  การศึกษาปฐมวัยนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่มีความสำคัญต่อการวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์และยังมีความสำคัญต่อกระบวนการจัดการศึกษาและการพัฒนาประเทศ

5. จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ   1. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางกายของเด็กอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เป็นพลเมืองไทยที่มี อนามัยสมบูรณ์ แข็งแรง
2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางบุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคมของเด็ก เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่มี สุขภาพสมบูรณ์ มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่จะเผชิญอุปสรรคและอันตรายได้
3. เพื่อให้เด็กมีนิสัยขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย ประหยัด สะอาด
4. เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านต่าง ๆ
5. เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน หรือศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนในการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก
6. เพื่อตระหนักในปัญหาความเบี่ยงเบนของพัฒนาการเสียแต่แรก และดำเนินการต่อไป โดยเหมาะสม

6. จงอธิบายสรุปถึงการศึกษาปฐมวัยกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 2545)
ตอบ  รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน และมุ่งพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกคน ให้ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เรียนรู้อย่างมีความสุข และพัฒนาเต็มตามศักยภาพ

7. จงอธิบายสรุปถึงนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย
 ตอบ  รัฐบาลได้กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย 05 ปี ดังนี้
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
3. แผนการศึกษาแห่งชาติ
4. นโยบายของรัฐบาล
5. หน่วยจัดบริการและพัฒนา

8. จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการกับการจักการศึกษาปฐมวัย
ตอบ  พัฒนาการของมนุษย์เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ ต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและคุณภาพ พัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จะมีความสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ ขั้นตอนไปพร้อมกันทุกด้าน เด็กแต่ละคนจะเติบโตและมีลักษณะพัฒนาการแตกต่างไปตามวัย โดยที่ พัฒนาการเด็กปฐมวัยบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัย เริ่มตั้งแต่ ปฏิสนธิจนถึงอายุ 5 ปี

9. จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกับการจักการศึกษาปฐมวัย
ตอบ  การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่ส าคัญในชีวิตของเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสได้ทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นจะมีอิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ระหว่างที่ เล่นเด็กมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัส และการรับรู้ ผ่อนคลายอารมณ์ และแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น การเล่นจึงเป็นทางที่เด็กจะสร้าง ประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ความเป็นแบบอย่างของผู้อื่น สร้างความสัมพันธ์และอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นกับธรรมชาติรอบตัว ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จึงถือว่า การเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็น หัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย

10. จงอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ  บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยทั่วไปจึงเน้นว่า ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจและ ยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและ พัฒนาการของเด็กแต่ละคน ผู้สอนควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตน 16 รับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนา เกิดการเรียนรู้ และอยู่ในกลุ่มคนที่มาจากพื้นฐานที่เหมือนหรือต่าง จากคนอื่นได้อย่างราบรื่น มีความสุข


แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ 6 นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยของไทย



บทที่ 6  นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยของไทย

1.จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย

ตอบ  การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยมีรูปแบบหลากหลาย ทั้งนี้ต่างมี จุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับเด็ก ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ซึ่งครูปฐมวัยควรมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย

2.จงอธิบายถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
ตอบ  เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยเป็นการนำแนวคิดและวิธีการในการจัดการศึกษาปฐมวัย เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการโดยองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สอดคล้องกับหลักพัฒนาการและธรรมชาติของเด็กปฐมวัย


3.จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ตอบ  ทฤษฎีและหลักการที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและ หลักการจากต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจาก ฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัยจึงได้ พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทย เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้หลักการ และรูปแบบในการพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตาม สามารถแบ่งแนวคิดทฤษฏี



4.จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ตอบ  อาจกล่าวได้ว่า หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยเป็นรูปแบบ ที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 03 ปี และ 36 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็กที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้าน รวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กได้ลงมือปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับสังคม

5.จงอธิบายถึงการนำรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย

ตอบ   1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเป็น รูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 03 ปี ผ่านทางการพัฒนาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูรูปแบบนี้ได้จัดทำสาระเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จำเป็นและสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐาน
2 รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนา เด็กวัย 36 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได้กำหนดกิจกรรมประจำวันของเด็ก ซึ่งจัดไว้ อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลในเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวมทั้ง เสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซึ่งมีทั้งการให้เด็กลงมือปฏิบัติเป็นวิถี ชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

6.จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความรู้
ตอบ  ตามหลักพระพุทธศาสนา บุคคลแต่ละคนมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จักเป็นผู้รับผิดชอบของกรรมนั้น หลักดังกล่าวนี้ แสดงการเรียนรู้ที่ได้ผลเกิดจากการที่ผู้สอนรู้จักผู้เรียนแต่ละคนทั้งด้านบุคลิกลักษณะ นิสัย อุปนิสัย ความรู้สึกนึกคิด ความถนัด และผู้สอนต้องมุ่งจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนให้เต็ม ตามความสามารถของเขา

7.จงอธิบายถึงหลักของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
ตอบ  พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของการศึกษาแนววิถีพุทธไว้ว่า แนววิถีพุทธ คือ พัฒนาคนให้รู้จักเป็นอยู่อย่างดี โดยสอดคล้องกับความจริงของชีวิตที่เป็นไปตามธรรมดา เราเอาความจริงของธรรมดามาใช้ประโยชน์ในการพัฒนามนุษย์ที่เราเรียกว่า การศึกษา


8.จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
ตอบ  พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า มนุษย์ด าเนินชีวิตได้ด้วยการเรียนรู้ และ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา “… เมื่อจะพัฒนาคนก็ต้องพัฒนา 3 ด้าน พัฒนาพฤติกรรม พัฒนาจิต และพัฒนาปัญญา…” ตามหลักการเรียนรู้ที่เป็นสากล การเรียนรู้เป็นการพัฒนาพฤติกรรม ซึ่งหมายถึง การแสดงออกทางวาจา ท่าทาง และการปฏิบัติได้จริงตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การจัด วางแผนการเรียนการสอนในสถานศึกษาแต่ละระดับจึงเป็นการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมีการพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียน เช่น พฤติกรรมการอ่าน การเขียน การทำงานกลุ่ม การแก้ปัญหา เป็นต้น

9.จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา

ตอบ  การสร้างผู้เรียนให้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดของจิตปัญญานั้นมีการเน้น จิตใจและความงอกงามทางปัญญาของผู้เรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพคือ การให้ผู้เรียนได้รับความรู้ อย่างมีความสุข เกิดความงอกงามทางปัญญา ต้องการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สามารถคิดค้นพัฒนาตนและสิ่งที่ตนรับผิดชอบอย่างมีคุณภาพได้ กุลยา ตันติผลาชีวะ ได้กล่าวถึงการเรียน การสอนที่บรรลุเป้าหมายต้องเป็นการสอนที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.ผู้เรียนจำเนื้อหาได้
2.ผู้เรียนผ่อนคลายขณะเรียน
3.ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนด้วยการปฏิบัติการทางการคิด
4.ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองและรู้ถึงความก้าวหน้าของตนจากกิจกรมการเรียน การสอน


10.จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญามีความแตกต่างกันหรือความเหมือนกันอย่างไร
ตอบ  มีความเหมือนกันเพราะ หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย และการสอนแบบจิตปัญญาจะมุ่งเน้นการสอนด้วยการให้เด็กลงมือปฏิบัติการและคิดด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่จากกิจกรรมนั้นๆและยังเกิดการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมด้วย